ตรวจเอชไอวี ตรวจเอดส์ ตรวจเลือด โรคเอดส์ HIV ตรวจเอชไอวีตอนไหน ตรวจเอชไอวีที่ไหน

รวมข้อสงสัยเกี่ยวกับการตรวจเอชไอวี

หากพูดถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และมีการรณรงค์ให้ตระหนักถึงการป้องกันอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุก ๆ ปีแล้ว แน่นอนว่าโรคเอดส์ หรือ เอชไอวี คือสิ่งที่สังคมไทยและทั่วโลกต่างทราบเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อ่อนแอลง ซึ่งระยะสุดท้ายของโรคคืออาการของโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เสียชีวิตได้ในที่สุด อีกทั้งในปัจจุบันยังไม่สามารถพัฒนายาที่รักษาให้หายขาดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้หลาย ๆ คนเกิดข้อสงสัยมากมายต่อเอชไอวี รวมถึงการตรวจเอชไอวี โดยในบทความนี้ได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการ การรักษา รวมไปถึงการตรวจเอชไอวี มาให้ทุกคนที่สนใจได้ทำความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

หัวข้อต่างๆ

ถ้าไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ควรตรวจเอชไอวีหรือไม่?

เชื่อว่าคำถามนี้เป็นหนึ่งในข้อสงสัยของใครหลาย ๆ คน เนื่องจากทราบดีว่าสาเหตุของการติดเชื้อเอชไอวีกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ จึงทำให้ผู้ที่มั่นใจว่าตนไม่เข้าข่ายพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านั้น ไม่ให้ความสำคัญต่อการตรวจเอชไอวี ในกรณีนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าประชาชนทุกคนควรได้รับการตรวจเอชไอวี เนื่องจากสถิติของกรมควบคุมโรคได้เผยว่า ในประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังไม่ทราบสถานะของตนประมาณ 2.8 หมื่นคนต่อปี ทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นได้โดยไม่รู้ตัว

ข้อแนะนำในการตรวจเอชไอวี

  1. ผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงควรตรวจเอชไอวีอย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี
  2. ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงควรตรวจเอชไอวีเป็นประจำ 3 เดือน หรือ 6 เดือน
  3. การตรวจเอชไอวีเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ มิใช่เรื่องน่ารังเกียจอย่างที่หลายคนเข้าใจแต่อย่างใด

ตรวจเอชไอวีได้ที่ไหนบ้าง?

คนไทยทุกคนสามารถตรวจเอชไอวีได้ฟรี 2 ครั้ง/ปี ณ โรงพยาบาลที่สามารถใช้สิทธิภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพทุกแแห่งทั่วประเทศ หรือ คลินิกที่ร่วมโครงการ เช่น คลีนิคนิรนาม หรือ ศูนย์ให้บริการด้านเอชไอวี เป็นต้น ทั้งนี้ควรสอบถามรายละเอียดบริการเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง

สถานที่ตรวจเอชไอวี สถานที่ตรวจเอดส์ ตรวจเลือดที่ไหนดี โรงพยาบาล คลินิกตรวจเลือด คลินิกนิรนาม

ตัวอย่างคลินิกที่ให้บริการตรวจเอชไอวี

กรุงเทพฯ

  • เซฟ คลินิก (Safe Clinic)
  • คลินิกเทคนิคการแพทย์ฟ้าสีรุ้งรามคำแหง (Rainbow Sky Association of Thailand (RSAT)
  • SWING THAILAND สาขาสีลม (SWING SILOM)
  • คลินิกรักษ์เพื่อนโรงพยาบาลตากสิน (rakpuenclinic taksinhospital)
  • คลินิกรักษ์เพื่อนโรงพยาบาลราชพิพัฒน์(rakpuenclinic ratchaphiphat)
  • คลินิกรักษ์เพื่อนคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
  • SWING สาขาสะพานควาย (swing saphankhwai)

ชลบุรี

  • คลินิกเทคนิคการแพทย์ฟ้าสีรุ้งเมืองชลบุรี (Rsat Chon Buri)
  • SWING สาขาพัทยา (swing pattaya)

อุบลราชธานี

  • คลินิกเทคนิคการแพทย์ฟ้าสีรุ้งอุบลราชธานี (RsatUbon)

ขอนแก่น

  • แอ๊คทีม (Actteam)

อุดรธานี

  • ศูนย์บริการสุขภาพชุมชนมูลนิธิเอ็มเฟรนด์อุดรธานี (M-Friends Udonthani Foundation)

เชียงใหม่

สงขลา

  • คลินิกเทคนิคการแพทย์ฟ้าสีรุ้งหาดใหญ่(RSATSongkhla)

เอชไอวีต่างจากโรคเอดส์อย่างไร?

เอชไอวีคือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ส่งผลให้ผู้ที่ติดเชื้อ มีภาวะระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติและถูกทำลาย จนก่อให้เกิดระยะของโรคต่าง ๆ ซึ่งระยะสุดท้ายของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีคือ โรคเอดส์นั่นเอง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยที่มีเชื้อเอชไอวีทุกรายจะต้องเป็นเอดส์เสมอไป เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้คิดค้นยาต้านไวรัส เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการขยายตัวของเชื้อเอชไอวี และส่งผลดีต่อผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอย่างเข้มงวดตามคำแนะนำของแพทย์ สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า เอชไอวีต่างจากโรคเอดส์ คือ เอชไอวีเป็นเชื้อไวรัส ส่วนโรคเอดส์เป็นโรคที่เกิดขึ้นในระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี

เมื่อไหร่ที่ควรเข้าตรวจเอชไอวี?

การตรวจเอชไอวีให้เร็วที่สุดเพื่อให้ทราบผลอย่างชัดเจน ย่อมเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการป้องกันการติดต่อและการแพร่เชื้อ รวมไปถึงการรักษาที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสในการเข้าสู่ระยะที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งเมื่อไหร่ที่ผ่านพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมกับประเมินความเสี่ยง เพื่อเข้ารับการตรวจเอชไอวีอย่างถูกต้อง

อาการเบื้องต้นของการติดเชื้อเอชไอวี

  • มีไข้
  • ท้องเสียเรื้อรัง
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • ต่อมน้ำเหลืองโตผิดปกติ
  • อ่อนเพลีย
  • อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่

โดยส่วนใหญ่ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี จะแสดงอาการเหล่านี้หลังจากที่ได้รับเชื้อประมาณ 2-3 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาการต่าง ๆ จะหายดีขึ้นเป็นปกติภายในไม่กี่สัปดาห์ จึงเป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนติดเชื้อเอชไอวี และสามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้โดยไม่รู้ตัว

พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรเข้ารับการตรวจเอชไอวี

  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
  • การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ไม่ทราบผลเลือด
  • ถุงยางฉีกขาดขณะมีเพศสัมพันธ์
  • อุบัติเหตุทางการแพทย์ที่ส่งผลต่อการติดเชื้อเอชไอวี
  • บาดแผลเปิดที่ได้มีการสัมผัสสารคัดหลั่งหรือเลือดของบุคคลอื่น

ใครบ้างที่ควรตรวจเอชไอวี?

  • ผู้ป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆ
  • ผู้ไม่สวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ผู้ป่วยวัณโรค
  • ผู้ที่ต้องการวางแผนชีวิตคู่และการมีบุตร
  • ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
  • ผู้ที่มักเปลี่ยนคู่นอนเป็นประจำ
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงต่อติดเชื้อเอชไอวีจากอุบัติเหตุ
  • หญิงตั้งครรภ์ที่เข้าสู่กระบวนการฝากครรภ์
  • ผู้ที่ไม่มั่นใจในผลเลือดของคู่นอน
  • ผู้ที่ทราบว่าคู่นอนติดเชื้อเอชไอวี
  • ทารกที่เกิดจากมารดาที่มีเชื้อเอชไอวีในร่างกาย

ตรวจเอชไอวีต้องใช้เวลานานหรือไม่?

ระยะเวลาในการตรวจเอชไอวีจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ว่าความเสี่ยงของผู้เข้ารับการตรวจ ควรรับการวินิจฉัยแบบใดจึงจะเหมาะสม ซึ่งในแต่ละสถานพยาบาลอาจรองรับเทคโนโลยีการตรวจได้ต่างกัน โดยเบื้องต้นแล้วการตรวจเอชไอวีจะต้องเข้าสู่ขั้นตอนการซักประวัติ และรับคำแนะนำต่าง ๆ จะใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที หลังจากนั้นแพทย์จะเจาะเลือดเพื่อตรวจเอชไอวีเมื่อผู้ที่รับการตรวจเซ็นยินยอมเรียบร้อยแล้ว จากนั้นแจ้งผลการตรวจให้ทราบเร็วที่สุดคือ 1 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานพยาบาล

เมื่อตรวจเอชไอวีแล้วทราบว่าติดเชื้อ ควรทำอย่างไร?

ในกรณีที่ตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวี สถานพยาบาลนั้น ๆ จะทำการส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษายังโรงพยาบาลที่ใช้สิทธิได้ หรือ ทำการรักษาโดยเร็วที่สุด ซึ่งในระหว่างที่เข้ารับการรักษานั้นผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำอย่างเหมาะสม เกี่ยวกับแนวทางการรักษา การดำเนินชีวิตต่าง ๆ โดยไม่ส่งต่อเชื้อสู่ผู้อื่น การดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง แนะนำคู่นอนให้เข้าตรวจเอชไอวีเพื่อความมั่นใจ และสิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ป่วยควรบอกคนในครอบครัวให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีอย่างถูกต้อง

ข้อแนะนำในการดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยเอชไอวี

  1. รับประทานยาให้ตรงเวลา และปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  2. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยระบบภูมิคุ้มกัน
  3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง
  5. ลดความวิตกกังวล และปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย
  6. หมั่นดูแลสุขภาพและรักษาความสะอาดในการดำเนินชีวิตมากขึ้น
  7. เมื่อร่างกายมีภาวะที่ผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ผลการตรวจเอชไอวี ลบ และ บวก หมายความว่าอย่างไร?

ผลการตรวจเอชไอวีจะแสดงออกเป็น 2 ค่า ประกอบด้วย

ผลตรวจเอชไอวีความหมาย
ผลลบ หรือ HIV Negativeผู้เข้ารับการตรวจไม่ติดเชื้อเอชไอวี
ผลบวก หรือ HIV Positiveผู้เข้ารับการตรวจติดเชื้อเอชไอวี

ส่วนใหญ่การที่ผลตรวจมีค่าเป็น ผลลบ แพทย์จะแนะนำให้เข้ารับการตรวจซ้ำอีกครั้ง เนื่องจากผู้เข้ารับการตรวจบางราย อาจได้รับเชื้อเอชไอวีแต่อยู่ในระยะต่ำกว่า 4 สัปดาห์ จึงส่งผลให้ผลการตรวจเอชไอวีไม่ชัดเจน

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Scroll to Top