เริม (Herpes) หรือในชื่อทางการแพทย์ว่า Herpes Simplex Virus (HSV) เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยที่สุดในโลก แต่กลับเป็นโรคที่มีความเข้าใจผิดและตราบาปทางสังคมมากที่สุดเช่นกัน หลายคนพอได้ยินคำว่า \”เริม\” มักนึกถึงภาพลบ รู้สึกอับอาย หรือวิตกกังวลอย่างไม่จำเป็น
ความจริงที่น่าตกใจคือ ประชากรโลกกว่า 64% มีเชื้อ HSV-1 (เริมที่ปาก) และประชากรโลกอีกกว่า 520 ล้านคนมีเชื้อ HSV-2 (เริมที่อวัยวะเพศ) ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2024 [1] การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเริมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ป่วยเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคม
ชนิดของเชื้อเริม: HSV-1 และ HSV-2 ต่างกันอย่างไร?
เชื้อเริมแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ซึ่งมีลักษณะและตำแหน่งที่เกิดโรคแตกต่างกัน
HSV-1 (เริมที่ปาก / Oral Herpes)
HSV-1 เป็นเชื้อเริมที่พบได้บ่อยที่สุด มักเกิดบริเวณ ริมฝีปาก รอบปาก หรือในช่องปาก ที่เราเรียกกันทั่วไปว่า \”ไข้หวัดที่ปาก\” หรือ cold sore นั่นเอง องค์การอนามัยโลกประมาณการว่าประชากรโลกอายุต่ำกว่า 50 ปีกว่า 3.8 พันล้านคน (64%) มีการติดเชื้อ HSV-1 [1]
วิธีที่ HSV-1 ติดต่อมาสู่คนเรา:
- การจูบหรือสัมผัสทางปาก แม้เพียงจูบแก้มหรือจูบทักทาย
- การใช้ช้อนส้อม แก้วน้ำ หรือลิปสติกร่วมกัน
- การสัมผัสรอยโรคโดยตรงในช่วงที่มีตุ่มหรือแผล
- ในบางกรณี HSV-1 สามารถเกิดที่อวัยวะเพศได้ ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
HSV-2 (เริมที่อวัยวะเพศ / Genital Herpes)
HSV-2 มักเกิดบริเวณ อวัยวะเพศ ทวารหนัก บริเวณก้น หรือต้นขาชั้นใน และจัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ข้อมูลจาก WHO พบว่ามีผู้ติดเชื้อ HSV-2 ราว 520 ล้านคนทั่วโลกในกลุ่มอายุ 15–49 ปี และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่กว่า 42 ล้านคนต่อปี [2]
วิธีที่ HSV-2 ติดต่อมาสู่คนเรา:
- การมีเพศสัมพันธ์ทุกรูปแบบ (ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก) กับผู้ที่มีเชื้อ
- การสัมผัสผิวหนังบริเวณที่มีเชื้อโดยตรง แม้จะไม่มีแผลให้เห็น (Asymptomatic shedding)
- จากแม่สู่ลูกระหว่างคลอด ซึ่งอาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อทารกแรกเกิด
สิ่งสำคัญที่ต้องรู้: เชื้อเริมสามารถแพร่กระจายได้แม้ในช่วงที่ไม่มีอาการ ซึ่งเรียกว่า \”Asymptomatic Viral Shedding\” งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน JAMA พบว่าการ shedding เกิดขึ้นบ่อยครั้งในปีแรกหลังติดเชื้อ [3]
อาการเริม: รู้จักระยะของโรคให้ถูกต้อง

โรคเริมมีพัฒนาการของอาการที่ชัดเจน แบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก
ระยะที่ 1: ระยะฟักตัว (Incubation Period)
หลังจากได้รับเชื้อ ร่างกายจะใช้เวลา 2–12 วัน ก่อนที่อาการแรกจะปรากฏ บางรายอาจใช้เวลานานกว่านั้นหากระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ในระยะนี้ผู้ติดเชื้อมักไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ แต่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้
ระยะที่ 2: ระยะเตือน (Prodrome)
ก่อนที่ตุ่มจะขึ้น ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือน ได้แก่: อาการคัน ยิบๆ หรือรู้สึกแสบร้อนบริเวณผิวหนังที่จะเกิดตุ่มในภายหลัง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ครั่นเนื้อครั่นตัว คล้ายไข้หวัด ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต (กรณี HSV-2) และปวดศีรษะหรืออ่อนเพลียผิดปกติ ระยะนี้อาจกินเวลา 1–2 วัน และถือเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูงในการแพร่เชื้อมาก
ระยะที่ 3: ระยะตุ่มน้ำ (Blister Stage)
นี่คือระยะที่อาการชัดเจนที่สุด โดยจะมี ตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก ขึ้นเป็นกลุ่มบนฐานสีแดง อาจมีตั้งแต่ 2–3 ตุ่มไปจนถึงหลายสิบตุ่ม ตุ่มมีอาการเจ็บ แสบ หรือคันมาก ในการติดเชื้อครั้งแรก อาจมีไข้ ปวดศีรษะ และต่อมน้ำเหลืองโต ตุ่มจะอยู่ประมาณ 3–7 วัน ก่อนแตกออก
ระยะที่ 4: ระยะแผลและตกสะเก็ด (Ulcer & Crusting)
เมื่อตุ่มแตกออก จะกลายเป็นแผลสดที่เจ็บ จากนั้นค่อยๆ แห้งและตกสะเก็ด แผลมักหายสนิทภายใน 2–4 สัปดาห์ สำหรับการติดเชื้อครั้งแรก และ 1–2 สัปดาห์สำหรับการกำเริบในครั้งถัดไป
เริม กับโรคอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน
อาการของเริมอาจคล้ายกับโรค STI อื่นๆ หลายชนิด การแยกแยะอย่างถูกต้องจึงสำคัญมาก
| ลักษณะ | เริม (Herpes) | ซิฟิลิส | แผลริมอ่อน | หูดหงอนไก่ |
|---|---|---|---|---|
| ลักษณะแผล/ตุ่ม | ตุ่มน้ำใส รวมกลุ่ม | แผลเดี่ยว ขอบแข็ง | แผลลึก ขอบไม่เรียบ | ตุ่มนูน คล้ายดอกกะหล่ำ |
| ความเจ็บปวด | เจ็บ/แสบมาก | ไม่เจ็บ | เจ็บมาก | ไม่เจ็บ |
| สาเหตุ | ไวรัส HSV | แบคทีเรีย | แบคทีเรีย | ไวรัส HPV |
| การรักษา | ยาต้านไวรัส (ไม่หายขาด) | ยาปฏิชีวนะ (หายขาด) | ยาปฏิชีวนะ (หายขาด) | จี้/เลเซอร์ |
ที่มา: CDC STI Treatment Guidelines 2021 [4]
การตรวจหาเชื้อเริม: ควรตรวจเมื่อไหร่และตรวจอย่างไร?
เมื่อไหร่ที่ควรตรวจ?
- มีอาการ: เมื่อมีตุ่ม แผล หรือความผิดปกติบริเวณปากหรืออวัยวะเพศ
- มีความเสี่ยง: หากมีคู่นอนหลายคน หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง
- ก่อนมีคู่ใหม่: การตรวจสุขภาพทางเพศก่อนมีคู่ใหม่ถือเป็นความรับผิดชอบที่ดี
- ตั้งครรภ์: สตรีตั้งครรภ์ที่มีประวัติเริมควรแจ้งแพทย์ทันที เพราะมีความเสี่ยงต่อทารกแรกเกิด [2]
วิธีการตรวจ
- Swab test: การป้ายตัวอย่างจากรอยโรค เหมาะที่สุดในช่วงที่มีตุ่มหรือแผล
- Blood test (PCR/ELISA): ตรวจหาแอนติบอดีในเลือด สามารถตรวจได้แม้ไม่มีอาการ แต่ต้องรอ 12–16 สัปดาห์หลังได้รับเชื้อเพื่อความแม่นยำ
- การตรวจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์: ที่ love2test.org/blog/ เราให้บริการจองตรวจ STI ออนไลน์ที่สะดวก เป็นส่วนตัว และไม่ตัดสิน
การรักษาเริม: ทำได้มากกว่าที่คิด แม้ไม่หายขาด

ความจริงที่ต้องยอมรับคือ โรคเริมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเชื้อไวรัส HSV จะหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทของร่างกายตลอดชีวิต [4] แต่การรักษาในปัจจุบันสามารถจัดการกับโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก
ยาต้านไวรัสสำหรับโรคเริม
ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) ที่ผ่านการรับรองจาก FDA มี 3 ชนิดหลัก ได้แก่ Acyclovir, Valacyclovir และ Famciclovir [4]
- Acyclovir (Zovirax): ยาเก่าแก่ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผลดี รับประทาน 5 ครั้งต่อวัน ราคาถูกกว่า Valacyclovir
- Valacyclovir (Valtrex): เป็น prodrug ของ Acyclovir ที่ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่า รับประทานเพียง 2 ครั้งต่อวัน นิยมใช้มากในปัจจุบัน
- Famciclovir: มีประสิทธิภาพใกล้เคียง Valacyclovir นิยมใช้ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน
Suppressive Therapy: ลดความเสี่ยงส่งต่อเชื้อให้คู่
งานวิจัยระดับ Randomized Controlled Trial ที่ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine โดย Corey et al. (2004) ซึ่งติดตามคู่รักกว่า 1,484 คู่เป็นระยะเวลา 8 เดือน พบว่า การกิน Valacyclovir 500 mg ทุกวันลดความเสี่ยงในการส่งต่อเชื้อ HSV-2 ได้ประมาณ 50% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่กิน placebo [5]
ปัจจัยกระตุ้นให้เริมกำเริบ
- ความเครียดและสุขภาพจิต: ฮอร์โมน Cortisol จากความเครียดกดภูมิคุ้มกัน ทำให้ไวรัสที่หลับอยู่ตื่นตัว
- การพักผ่อนไม่เพียงพอ: การนอนหลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืนเพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ
- ไข้และการเจ็บป่วย: ภาษาอังกฤษเรียกเริมที่ปากว่า \”fever blister\” เพราะไข้กระตุ้นเริมได้
- การสัมผัสแสงแดดมาก: UV จากแสงแดดเป็นตัวกระตุ้น HSV-1 ที่ปาก
- ฮอร์โมนในผู้หญิง: บางรายพบว่าเริมกำเริบตรงกับช่วงมีประจำเดือน
- การได้รับบาดเจ็บ: การผ่าตัด ขั้นตอนทันตกรรม หรือแผลเล็กน้อยบริเวณใกล้จุดที่เคยมีตุ่ม
โภชนาการและไลฟ์สไตล์: ดูแลตัวเองเพื่อลดการกำเริบ
ไลซีน (Lysine) กับการยับยั้งเชื้อเริม
กรดอะมิโน Lysine มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ HSV อาหารที่อุดมด้วย Lysine ได้แก่ ปลาและอาหารทะเล ไก่ ไข่ ผลิตภัณฑ์นม และถั่วฝักยาว
ในทางตรงกันข้าม กรดอะมิโน Arginine เป็นสารที่ไวรัส HSV ใช้ในการเพิ่มจำนวน อาหารที่มี Arginine สูงควรรับประทานในปริมาณพอเหมาะ เช่น ช็อกโกแลต ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดทานตะวัน
การอยู่ร่วมกับเริม: ชีวิตยังต้องดำเนินต่อ
การป้องกันการแพร่เชื้อให้คู่
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง แม้จะไม่ป้องกันได้ 100% แต่ลดความเสี่ยงได้มาก
- งดมีเพศสัมพันธ์ในช่วงมีอาการกำเริบ ตั้งแต่รู้สึก prodrome จนกว่าแผลจะหายสนิท
- พิจารณา Suppressive therapy เพื่อลดความเสี่ยงในการส่งต่อเชื้อให้คู่ [5]
- ตรวจสุขภาพทางเพศสม่ำเสมอ ทั้งตัวเองและคู่
ดูแลสุขภาพจิต
ผลกระทบทางจิตใจจากการวินิจฉัยว่าเป็นเริมมักรุนแรงกว่าอาการทางกายสำหรับหลายคน งานวิจัยพบว่าโรคเริมส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิต ความสัมพันธ์ทางเพศ และสุขภาพจิต [6] ความรู้สึกอับอาย โกรธ กลัว หรือโศกเศร้า ล้วนเป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญคืออย่าโทษตัวเอง และหากต้องการความช่วยเหลือ สามารถขอคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ เริม (FAQ)

เริมติดต่อได้โดยไม่มีอาการจริงหรือ?
ใช่ ไวรัส HSV สามารถ \”shed\” หรือหลุดออกจากผิวหนังได้แม้ไม่มีตุ่มหรือแผลให้เห็น ซึ่งเรียกว่า Asymptomatic shedding งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน JAMA พบว่าการ shedding เกิดขึ้นบ่อยครั้งในปีแรกหลังติดเชื้อ HSV-1 ที่อวัยวะเพศ [3]
เริมหายขาดได้ไหม?
ในปัจจุบันยังไม่มียาหรือวิธีการใดที่สามารถกำจัดเชื้อ HSV ออกจากร่างกายได้ทั้งหมด แต่อาการสามารถจัดการได้ดีมากด้วยยาต้านไวรัส และขณะนี้มีการวิจัยวัคซีนป้องกัน HSV อยู่ในระยะพัฒนา [6]
เริมมีผลต่อการตั้งครรภ์ไหม?
สตรีที่มีเชื้อ HSV-2 และตั้งครรภ์ต้องแจ้งแพทย์ทันที WHO ระบุว่า Neonatal herpes เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง โดยมีความเสี่ยงสูงสุดเมื่อแม่ติดเชื้อเป็นครั้งแรกในช่วงปลายการตั้งครรภ์ [2] แพทย์อาจพิจารณาผ่าคลอดหรือให้ยาต้านไวรัสในช่วงใกล้คลอด
ถุงยางป้องกันเริมได้ไหม?
ถุงยางช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้ป้องกันได้ 100% เพราะเชื้อ HSV สามารถอยู่บริเวณผิวหนังที่ถุงยางไม่ได้ปกคลุม การใช้ถุงยางร่วมกับ Suppressive therapy ให้ผลดีที่สุด [5]
สรุป: เริมไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลตัวเองที่ดีขึ้น
โรคเริมเป็นโรคที่พบบ่อย จัดการได้ และไม่ควรทำให้คุณรู้สึกด้อยค่า หากคุณมีเชื้อ HSV หรือสงสัยว่าตัวเองอาจมีความเสี่ยง การรู้เร็วและรักษาเร็วคือสิ่งสำคัญที่สุด
ที่ love2test.org/blog/ เราเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงบริการตรวจ STI อย่างสะดวก เป็นส่วนตัว และปราศจากการตัดสิน เพราะสุขภาพทางเพศไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย แต่คือสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน
เอกสารอ้างอิง (References)
- World Health Organization. (2024). Herpes simplex virus – Fact Sheet. WHO. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/herpes-simplex-virus
- World Health Organization. (December 11, 2024). Over 1 in 5 adults worldwide has a genital herpes infection. WHO News. https://www.who.int/news/item/11-12-2024-
- Johnston, C., Magaret, A., Son, H., et al. (2022). Viral Shedding 1 Year Following First-Episode Genital HSV-1 Infection. JAMA, 328, 1730–1739. https://doi.org/10.1001/jama.2022.19061
- Centers for Disease Control and Prevention. (2021). STI Treatment Guidelines: Herpes. CDC. https://www.cdc.gov/std/treatment-guidelines/herpes.htm
- Corey, L., Wald, A., Patel, R., et al.; Valacyclovir HSV Transmission Study Group. (2004). Once-Daily Valacyclovir to Reduce the Risk of Transmission of Genital Herpes. New England Journal of Medicine, 350(1), 11–20. https://doi.org/10.1056/NEJMoa035144
- Looker, K.J., Welton, N.J., Sabin, K.M., et al. (2024). Estimated global and regional incidence and prevalence of herpes simplex virus infections and genital ulcer disease in 2020: Mathematical modeling analyses. Sexually Transmitted Infections. PubMed: 39658199. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/39658199/
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากคุณมีข้อสงสัยหรืออาการผิดปกติ กรุณาปรึกษาแพทย์หรือผู้ให้บริการสุขภาพที่คุณไว้วางใจ




